Buddha3 ทรงประสูติกาล
เนื้อเพลง:
| พระโพธิสัตว์ทรงอยู่ในครรภ์ | พระมารดานั่น อยากจะเห็นเมื่อใด |
| ทรงสามารถเห็นได้ | เหมือนมองเส้นไหม ในแก้วอันใสผ่อง. |
| พระกุมารทรงสมาธิบัลลังก์ | นิปัชชนาการดัง อยู่บนเตียงทอง |
| ทั้งพระเทวีสดศรีมิมีพร่อง | ดังพระกุมารมิข้อง ในห้องอุทร. |
| พระนางเจ้าทรงสมาทาน | อธิษฐานเบญจศีล มิเคลื่อนคลอน |
| มีพระทัยไกลจากนิวรณ์ | ราคะกำหนัดตัดตอน ทุกเพศบุรุษและวัย. |
| ท้าวจาตุมหาราชา | ทรงลงมา อภิบาลไท้ |
| กษัตริย์ทั้งแดนชมพูทวีปยังได้ | ส่งบรรณาการถวาย ด้วยใจปรีดา. |
| พระครรภ์ได้สิบเดือนแล้ว | พระเทวีแก้ว ผ่องแผ้วในอุรา |
| ทรงมีพระทัยปรารถนา | เสด็จคืนเคหา เทวทหนคร. |
| เป็นประเพณีนิยม | หญิงทุกสังคม ต้องกลับคืนย้อน |
| ยังถิ่นฐานบ้านเดิมก่อน | เมื่อตั้งอุทร ก่อนจะคลอดบุตรออกมา. |
| จึงเข้ากราบทูลขอพระ | ราชานุญาต จากพระภัสดา |
| ครั้นทรงอนุมัติแล้วทูลลา | เสด็จโดยมรรคา มาด้วยพระวอทอง. |
| เช้าวันวิสาขปุรณมี | เพ็ญดิถี เดือนหกงามพ้อง |
| เสนามาตย์ราชบริวารต้อง | ติดตามเสด็จ ดาษดื่นตื่นตา. |
| ถึงลุมพินีสถาน | แดนเขตกั้น หว่างสองนครา |
| กบิลพัสดุ์ - เทวทหพารา | พระนางเจ้าปรารถนา ประพาสในป่านั้น. |
| เสด็จลงจากสุวรรณสีวิกา | ดำเนินเข้าสู่ป่า รังนั้น |
| พร้อมพระพี่เลี้ยงนารีราชบริพาร | ถึงร่มไม้อัน สาละวันชื่นเย็น. |
| พระนางเจ้านึกอยากเหนี่ยวกิ่งไม้รัง | กิ่งสาละสล้าง ก็โน้มมาเหมือนประเคน |
| ก็จับกิ่งก็เกิดลมกัมมัชวาต | พระโพธิสัตว์ ใกล้ประสูตรตามเกณฑ์. |
| พนักงานก็ผูกม่านแวดล้อม | พระพี่เลี้ยงก็พร้อม ถวายงานทุกประเด็น |
| พระนางทรงพัสตราภรณ์ผ้าโกไสย | อันขจิตวิไล ด้วยทองงามระเนน. |
| ทรงผ้าอย่างดีคลุมพระสรีระ | จนจรดหลังพระบาท ยืนไม่โอนเอน |
| พระหัตถ์ขวาจับซึ่งกิ่งไม้รัง | พระปฤษฎางค์ พิงต้นไม้ที่เห็น. |
| ครั้นใกล้เที่ยงมงคลมหา | ฤกษ์ดีมีมา ไม่มีเบี่ยงเบน. |
| พระนางเจ้าสิริมหามายา | ประสูติโอรสออกมา ไม่มีลำเค็ญ |
| ขึ้นสิบห้าค่ำเดือนหกวันเพ็ญ | วิสาขฤกษ์ดังเช่น วิสัชนา. |
| พระโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์ | นั้นยังมิทัน จะถึงพื้นพสุธา |
| ท้าวสุทธาวาสมหาพรหมทั้งสี่ก็มา | เอาตาข่ายทอง รองรับพระกายา |
| ไร้มลทินใดมา ต้องให้หมององค์. |
| ขณะนั้นท่ออุทกธารา | หลั่งไหลลงมา จากอากาศโสรจสรง |
| ทั้งเย็นทั้งอุ่นชุ่มนองทั้งสองพระองค์ | เสียงซ่าซู่หลั่งริน พระชินพงศ์ |
| สราญยันยง ยิ่งยอดนานิยม. |
| จากนั้นท้าวจตุโลกบาล | รับพระกุมาร จากหัตถ์มหาพรหม |
| ด้วยอชินจัมมาชาติดาษอุดม | แล้วจึงได้ส่งไป ให้นางนม |
| ทั้งหลายชื่นชม ทั่วกันพร้อมวันทา. |
| แต่ฉับพลันนั้นพระกุมาร | เสด็จอุฏฐาการ จากมือนางนมมา |
| ลงเหยียบยืนยังพื้นพสุธา | ด้วยพระยุคลบาท หนอพอดี. |
| พระพรหมทั้งสี่ก็พลัน | เศวตฉัตรทิพย์ กางกั้นทันที |
| เทพทุกองค์ทรงแสนยินดี | เทิดบารมี พระมหากุมาร. |
| พระกุมารหันหน้าไปทางทิศปราจีน | เห็นทั้งสิ้น เทพทั้งพันจักรวาล |
| มาสโมสรสันนิบาตเบิกบาน | ณ ลานเดียวกัน พร้อมบุปผามาลี. |
| แล้วพร้อมเพรียงเรียงไหว้บูชา | ยกมวลบุปผา เหนือศีรษะอัญชลี |
| แล้วกล่าวคำนำน้อมวจี | ล้วนสุนทรี สดุดีมหากุมาร. |
“ข้าแต่พระมหาบุรุษ ในโลกนี้ จะหาผู้ใดที่ไหน ประเสริฐสุดเสมอด้วยพระองค์นั้น มิได้มีเลย”
พระมหาบุรุษ ทรงทอดพระเนตรไปรอบๆ ทั้ง 10 ทิศ ก็มิได้เห็นใครผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งจะมีบุญญาอานุภาพเสมอด้วยพระองค์ แล้วจึงทรงหันพระพักตร์ไปทางอุดรทิศ แล้วย่างพระบาทไป 7 ก้าว บนพื้นแผ่นทองอันท้าวจตุโลกบาลถือรองรับ แล้วทรงหยุดยืนบนทิพย์ประทุมบุปผชาติอันวิลาสตระการเบ่งบานดอกใหญ่ นับได้ 100 กลีบ แล้วทรงบันลือสีหนาท เปล่งพระสุรเสียงอันไพเราะกังวานดุจเสียงเท้ามหาพรหม ดำรัสอาสภิวาจาว่า
“เรานี้ เป็นผู้ที่เจริญ เป็นผู้ประเสริฐเลิศยิ่งในโลก จะหาผู้ใดมาประเสริฐเลิศเลอเสมอมิได้ และชาตินี้ เป็นชาติสุดท้ายของเรา ซึ่งเราจะไปเกิดในภพชาติใหม่นั้น ไม่มีอีกแล้ว.”