วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2558

Buddha3 ทรงประสูติกาล



Buddha3 ทรงประสูติกาล
เนื้อเพลง:
พระโพธิสัตว์ทรงอยู่ในครรภ์พระมารดานั่น อยากจะเห็นเมื่อใด
ทรงสามารถเห็นได้เหมือนมองเส้นไหม ในแก้วอันใสผ่อง.
พระกุมารทรงสมาธิบัลลังก์นิปัชชนาการดัง อยู่บนเตียงทอง
ทั้งพระเทวีสดศรีมิมีพร่องดังพระกุมารมิข้อง ในห้องอุทร.
พระนางเจ้าทรงสมาทานอธิษฐานเบญจศีล มิเคลื่อนคลอน
มีพระทัยไกลจากนิวรณ์ราคะกำหนัดตัดตอน ทุกเพศบุรุษและวัย.
ท้าวจาตุมหาราชาทรงลงมา อภิบาลไท้
กษัตริย์ทั้งแดนชมพูทวีปยังได้ส่งบรรณาการถวาย ด้วยใจปรีดา.
พระครรภ์ได้สิบเดือนแล้วพระเทวีแก้ว ผ่องแผ้วในอุรา
ทรงมีพระทัยปรารถนาเสด็จคืนเคหา เทวทหนคร.
เป็นประเพณีนิยมหญิงทุกสังคม ต้องกลับคืนย้อน
ยังถิ่นฐานบ้านเดิมก่อนเมื่อตั้งอุทร ก่อนจะคลอดบุตรออกมา.
จึงเข้ากราบทูลขอพระราชานุญาต จากพระภัสดา
ครั้นทรงอนุมัติแล้วทูลลาเสด็จโดยมรรคา มาด้วยพระวอทอง.
เช้าวันวิสาขปุรณมีเพ็ญดิถี เดือนหกงามพ้อง
เสนามาตย์ราชบริวารต้องติดตามเสด็จ ดาษดื่นตื่นตา.
ถึงลุมพินีสถานแดนเขตกั้น หว่างสองนครา
กบิลพัสดุ์ - เทวทหพาราพระนางเจ้าปรารถนา ประพาสในป่านั้น.
เสด็จลงจากสุวรรณสีวิกาดำเนินเข้าสู่ป่า รังนั้น
พร้อมพระพี่เลี้ยงนารีราชบริพารถึงร่มไม้อัน สาละวันชื่นเย็น.
พระนางเจ้านึกอยากเหนี่ยวกิ่งไม้รังกิ่งสาละสล้าง ก็โน้มมาเหมือนประเคน
ก็จับกิ่งก็เกิดลมกัมมัชวาตพระโพธิสัตว์ ใกล้ประสูตรตามเกณฑ์.
พนักงานก็ผูกม่านแวดล้อมพระพี่เลี้ยงก็พร้อม ถวายงานทุกประเด็น
พระนางทรงพัสตราภรณ์ผ้าโกไสยอันขจิตวิไล ด้วยทองงามระเนน.
ทรงผ้าอย่างดีคลุมพระสรีระจนจรดหลังพระบาท ยืนไม่โอนเอน
พระหัตถ์ขวาจับซึ่งกิ่งไม้รังพระปฤษฎางค์ พิงต้นไม้ที่เห็น.
ครั้นใกล้เที่ยงมงคลมหาฤกษ์ดีมีมา ไม่มีเบี่ยงเบน.
พระนางเจ้าสิริมหามายาประสูติโอรสออกมา ไม่มีลำเค็ญ
ขึ้นสิบห้าค่ำเดือนหกวันเพ็ญวิสาขฤกษ์ดังเช่น วิสัชนา.
พระโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์นั้นยังมิทัน จะถึงพื้นพสุธา
ท้าวสุทธาวาสมหาพรหมทั้งสี่ก็มาเอาตาข่ายทอง รองรับพระกายา
ไร้มลทินใดมา ต้องให้หมององค์.
ขณะนั้นท่ออุทกธาราหลั่งไหลลงมา จากอากาศโสรจสรง
ทั้งเย็นทั้งอุ่นชุ่มนองทั้งสองพระองค์เสียงซ่าซู่หลั่งริน พระชินพงศ์
สราญยันยง ยิ่งยอดนานิยม.
จากนั้นท้าวจตุโลกบาลรับพระกุมาร จากหัตถ์มหาพรหม
ด้วยอชินจัมมาชาติดาษอุดมแล้วจึงได้ส่งไป ให้นางนม
ทั้งหลายชื่นชม ทั่วกันพร้อมวันทา.
แต่ฉับพลันนั้นพระกุมารเสด็จอุฏฐาการ จากมือนางนมมา
ลงเหยียบยืนยังพื้นพสุธาด้วยพระยุคลบาท หนอพอดี.
พระพรหมทั้งสี่ก็พลันเศวตฉัตรทิพย์ กางกั้นทันที
เทพทุกองค์ทรงแสนยินดีเทิดบารมี พระมหากุมาร.
พระกุมารหันหน้าไปทางทิศปราจีนเห็นทั้งสิ้น เทพทั้งพันจักรวาล
มาสโมสรสันนิบาตเบิกบานณ ลานเดียวกัน พร้อมบุปผามาลี.
แล้วพร้อมเพรียงเรียงไหว้บูชายกมวลบุปผา เหนือศีรษะอัญชลี
แล้วกล่าวคำนำน้อมวจีล้วนสุนทรี สดุดีมหากุมาร.
“ข้าแต่พระมหาบุรุษ ในโลกนี้ จะหาผู้ใดที่ไหน ประเสริฐสุดเสมอด้วยพระองค์นั้น มิได้มีเลย”
พระมหาบุรุษ ทรงทอดพระเนตรไปรอบๆ ทั้ง 10 ทิศ ก็มิได้เห็นใครผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งจะมีบุญญาอานุภาพเสมอด้วยพระองค์ แล้วจึงทรงหันพระพักตร์ไปทางอุดรทิศ แล้วย่างพระบาทไป 7 ก้าว บนพื้นแผ่นทองอันท้าวจตุโลกบาลถือรองรับ แล้วทรงหยุดยืนบนทิพย์ประทุมบุปผชาติอันวิลาสตระการเบ่งบานดอกใหญ่ นับได้ 100 กลีบ แล้วทรงบันลือสีหนาท เปล่งพระสุรเสียงอันไพเราะกังวานดุจเสียงเท้ามหาพรหม ดำรัสอาสภิวาจาว่า
“เรานี้ เป็นผู้ที่เจริญ เป็นผู้ประเสริฐเลิศยิ่งในโลก จะหาผู้ใดมาประเสริฐเลิศเลอเสมอมิได้ และชาตินี้ เป็นชาติสุดท้ายของเรา ซึ่งเราจะไปเกิดในภพชาติใหม่นั้น ไม่มีอีกแล้ว.”